วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ขอบข่ายจิตวิทยาทั่วไป

บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา - ความหมายและวัตถุประสงค์ของจิตวิทยา - จุดมุ่งหมายและขอบข่ายของจิตวิทยา - ระเบียบวิธีการศึกษาทางจิตและแนวความคิดฯ - จรรยาบรรณของนักจิตวิทยา บทที่ 2 แรงจูงใจ - ความหมายและความสำคัญของแรงจูงใจ - กระบวนการเกิดแรงจูงใจ - ความต้องการที่เกิดจากสิ่งเร้า - ประเภทของแรงจูงใจ - แรงจูงใจพื้นฐานของมนุษย์ -ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ -แรงจูงใจจากการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน บทที่ 3 การสัมผัสและการรับรู้ -ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมผัสและการรับรู้,-ประสาทสัมผัสและการแปลความหมาย -การรับรู้และการแปลความหมาย,-การเข้าใจความสัมผัสตามแนวพุทธศาสนา -แนวทางการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน บทที่ 4 พัฒนาการมนุษย์พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม -ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาพัมนาการของมนุษย์ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม - พันธุกรรม,- อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อบุคคล,-วุฒิภาวะ,-พัฒนาการมนุษย์ -งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม บทที่ 5 พฤติกรรมทางสังคม - ปัจจัยที่ทำให้มนุษย์ต้องมารวมกันเป้นสังคมและความหมายพฤติกรรมทางสังคม - การรับรู้ทางสังคม(social perception)ที่มีต่อพฤติกรรมทางสังคม - อิทธิพลของสังคมที่มีต่อพฤติกรรมทางสังคม - การประยุกต์จิตวิทยามาใช้ให้เหมาะกับสังคมกับการดำรงชีวิตในสังคม บทที่ 6 บุคลิกภาพและการวัด -ความหมายของบุคลิกภาพ –ทฤษฎีบุคลิกภาพ -แนวคิดเกี่ยวกับบุคลิกภาพ -การวัดและประเมินบุคลิกภาพ -การปรับปรุงบุคลิกภาพ บทที่ 7 อารมณ์ - ความหมายและความสำคัญของอารมณ์ - การจัดประเภทอารมณ์ - การเกิดอารมณ์ -พัฒนาการทางอารมณ์ของมนุษย์ - การแสดงออกทางอารมณ์ -แนวทางการควบคุมอารมณ์ในชีวิตประจำวัน บทที่ 8 สติปัญญาและการวัด -ความหมายของสติปัญญา -อิทธิพลของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมต่อการพัฒนาสติปัญญา -การวัดสติปัญญา -ตัวแปรเกี่ยวกับความสามารถทางสติปัญญา -สติปัญญาในการดำเดินชีวิตประจำวัน บทที่ 9 สุขภาพจิต - ความหมายของสุภาพจิตและสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพจิต - ลักษณะของบุคคลที่มีสุขภาพที่ดีและลักษณะผู้มีปัญหาด้านสุขภาพจิต -ประเภทของความผิดปกติทางจิตและสาเหตุที่ก่อให้เกิดความผิดปกติทางจิต - วิธีการบำบัดรักษาผู้มีอาการทางจิตและการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีให้กับตนเอง บทที่ 10 การปรับตัว -การปรับ คืออะไร,-ความเข้าใจเรื่องความเครียด -ความคับข้องใจกับกลไกป้องกันจิต, -ความขัดแย้งกับการปรับตัว -พุทธศาสนากับการปรับตัว ความหมายของจิตวิทยา จิตวิทยา มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า Psychology ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำ คือ Psyche หมายถึง จิตวิญญาณ (mind, soul) กับคำว่า Logos หมายถึง ศาสตร์ วิชา วิทยาการ (science, study) (กันยา สุวรรณแสง, 2542, หน้า 11) จิตวิทยา หมายถึง วิชาว่าด้วยจิต วิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งว่าด้วยปรากฏการณ์พฤติกรรม และกระบวนการของจิต (ราชบัณฑิตยสถาน, 2542, หน้า 312) จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยพฤติกรรม โดยเน้นพฤติกรรมทางจิตของบุคคลทั่วไป (ปราณี รามสูต, 2542, หน้า 2) จิตวิทยา คือ การศึกษาพฤติกรรมกระบวนทางจิตเชิงปรนัย เป็นศาสตร์ที่มีขอบเขตกว้างขวาง เป็นองค์ความรู้ทั้งเชิงศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ คลอบคลุมทุกด้านเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ทั้งทางกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ ความคิดสติปัญญา จุดมุ่งหมายสำคัญของการศึกษาศาสตร์สายนี้คือ เพื่อที่จะเข้าใจ อธิบาย ทำนาย พัฒนาและควบคุมพฤติกรรมด้านต่าง ๆ (จิราภา เต็งไตรรัตน์ และคนอื่น ๆ, 2550, หน้า 29) จิตวิทยาเป็นวิชาที่มุ่งศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ โดยใช้ระเบียบวิธีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ (เติมศักดิ์ คทวณิช, 2546, หน้า 12) จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าเพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ ความรู้ที่ได้จากแนวคิดทฤษฎี และการทดลองนำมาเสนอเพื่ออธิบายและควบคุมพฤติกรรมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ (สุปราณี สนธิรัตน์ และคณะ, 2537, หน้า 1) จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม และกระบวนการทางจิตซึ่งหมายถึง ทั้งพฤติกรรมภายนอก พฤติกรรมภายใน โดยที่บุคคลอาจจะไม่รู้ตัวเลยก็ได้ (วิไลวรรณ ศรีสงคราม และคณะ, 2549, หน้า 2) พฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นพฤติกรรมแบบ Overt Behavior แนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรม(Behaviorism)เป็นพฤติกรรมเกิดจากการเรียนรู้และการวางเงื่อนไข จิตวิทยา (psychology) คือ การศึกษาเรื่องของจิตใจ พฤติกรรมและสภาพแวดล้อมของคนและสัตว์โดยวิธีการทดลอง สังเกต สำรวจอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มักเน้นการศึกษาแต่ละคนหรือกลุ่มเล็ก ๆ มากกว่า แบ่งเป็นแขนงต่าง เช่น จิตวิทยาการทดลอง (experimental psychology) เน้นวิธีการศึกษากระบวนการทางจิตใจและพฤติกรรมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาสังคม จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาอาชีพ จิตวิทยาคลินิก (วิทยากร เชียงกูล, 2552, หน้า 191) จิตวิทยา เป็นวิชาที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวิญญาณหรือจิตใจของสิ่งมีชีวิต (กระบวนการของจิต) สมอง หรือกระบวนความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งครอบคลุมถึงอารมณ์ การนึกคิด รับรู้พฤติกรรมและปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ (สงกรานต์ ก่อธรรมนิเวศน์, 2552, หน้า 300) จิตวิทยา คือ ศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งศึกษาถึงเรื่องราวของพฤติกรรมของมนุษย์ เนื้อหาวิชาของจิตวิทยานั้นผิดแผกแตกต่างกันไปตามแต่แขนงวิชาของจิตวิทยา จิตวิทยาบางแขนงเน้นศึกษาในเรื่องหนึ่ง ส่วนจิตวิทยาแขนงหนึ่งอาจเน้นไปศึกษาอีกเรื่องหนึ่งก็ได้ จิตวิทยาอาจหมายถึง วิชาการที่ศึกษาถึงกระบวนการของจิตใจ หรือศึกษาถึงกระบวนการของตัวตน หรือการกระทำก็ได้ จิตวิทยาแตกแยกออกไปเป็นหลายพวกหลายสกุล การจัดจำแนกสกุลจิตวิทยาอาจจะทำได้หลายทัศนะ แต่ละทัศนะก็มีหลักยึดในการจัดจำแนกแตกต่างกัน เช่น การจำแนกสกุลจิตวิทยาโดยถือเอาระบบและระเบียบวิธีการศึกษาเป็นเกณฑ์ การจำแนกสกุลจิตวิทยาโดยถือเอาลักษณะธรรมชาติของข้อมูลทางจิตวิทยาเป็นหลัก และการจำแนกสกุลจิตวิทยาโดยถือเอาอินทรีย์ที่มุ่งศึกษาเป็นเกณฑ์ (เดโช สวนานนท์, 2520, หน้า 203) จิตวิทยา เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเรื่อง พฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมซึ่งสามารถวัดได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ และการรวบรวมข้อมูลอย่างมีหลักเกณฑ์เป็นระเบียบ ระบบ สมัยโบราณ จิตวิทยา หมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับจิตเนื่องจากเห็นว่า จิตของมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้บุคคลมีพฤติกรรมแตกต่างกันและต่างไปจากสัตว์หรือชีวิตอื่น ๆ ต่อมาภายหลังจากการพัฒนาและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความรู้ทางสรีรวิทยา แนวการศึกษาทางจิตวิทยาจึงเปลี่ยนมาที่การกระทำของบุคคล และธรรมชาติของมนุษย์ (ทรงพล ภูมิพัฒน์, 2538, หน้า 24) สรุปความหมายของจิตวิทยา คือ วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม หรือกิริยาอาการของมนุษย์รวมถึงความพยายามที่จะศึกษาว่ามีอะไรบ้างหรือตัวแปรใดบ้าง ในสถานการณ์ใดที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะทำให้สามารถคาดคะเน หรือพยากรณ์ได้โดยใช้แนวทางหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์ ประวัติและความเป็นมาของจิตวิทยา ศาสตร์ทางด้านจิตวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ พึ่งปรากฏลักษณะเฉพาะของตนเองอย่างเด่นชัดในปลายศตวรรษที่ 13 แต่รากฐานของจิตวิทยานั้น มีมานานตั้งแต่แรกเริ่ม ของการจดบันทึกประวัติศาสตร์โดยนักปราชญ์ชาวกรีกโดยเฉพาะเพลโต (Plato) และอริสโตเติล (Aristotle) เพลโตเชื่อมั่นว่าการคิดและการใช้เหตุผลเท่านั้น ที่ทำให้คนเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เขาสามารถจะเข้าใจได้ เพลโตจึงไม่สนใจวิธีการสังเกต หรือการทดลองใด ๆ แต่อริสโตเติลแตกต่างจากเพลโตตรงที่เขาเป็นนักสังเกต เขาสนใจสิ่งภายนอกที่มองเห็นได้และมีความเชื่อว่า การเข้าใจปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกี่ยวข้อง กับคนต้องเริ่มด้วยการสังเกตอย่างมีระบบและด้วยเหตุนี้นักจิตวิทยาบางคนจึงได้ยกย่องอริสโตเติลว่าเป็นนักจิตวิทยาคนแรกของโลก เมื่อวัฒนธรรมของกรีกสลายลง การแสดงความคิดเห็นด้วยปัญญาก็เลิกล้มไป ศาสนาเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง นักสอนศาสนา เซ็นต์ โทมัส อาควิแนส (St Tomas Aquinas) ได้นำเอางานของอริสโตเติลมาศึกษา ตีความหมายและเข้ารวมกับคำสอนอันฉลาดของเขาในการเทศน์ที่โบสถ์ในศตวรรษที่ 13 สำหรับเรื่องจิต (mind) นั้น อริสโตเติล ศึกษาในรูปของพฤติกรรม แต่อาควิแนส พิจารณาว่าเป็นส่วนที่แยกออกจากร่างกาย ซึ่งความเชื่อในการแยกจิตออกจากกายนั้นเป็นที่สนใจของนักจิตวิทยาสมัยต่อมา การฟื้นฟูการสืบสวนโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ ศตวรรษที่ 15 รูปแบบของการศึกษาเริ่มเปลี่ยน มีการละทิ้งความเชื่อเดิมบางอย่าง มีการค้นหาความรู้ใหม่ ๆ วิธีการสืบสวน แบบวิทยาศาสตร์เริ่มมีขึ้น แม้ว่าจะยังไม่มีเหตุการณ์ใหม่ที่สำคัญมากเกิดขึ้นในช่วงนี้ แต่ก็จัดว่าเป็นพื้นฐานของการพัฒนาวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ในสมัยต่อมาต้นศตวรรษที่ 17 ฟรานซีส เบคอน (Francis Bacon) ชักชวนให้คนเห็นความสำคัญระหว่างทฤษฎีและการวิจัย เขากล่าวว่า ทฤษฎีให้แนวทางการวิจัยให้คำตอบ ในช่วงเวลาเดียวกัน เดอคาร์ท (Rene Descartes) ผู้นิยมแนวคิดของ เพลโตและอาทวิแนส มีความเชื่อว่า ความคิดเห็น (ideas) เกิดขั้นมาเอง และพระเจ้าจัดวางไว้ในจิต เดอคาร์ทไม่เห็นด้วยกับเบคอน เขาเชื่อว่าคนเราสามารถค้นหาความจริงได้จากเหตุผลเท่านั้นไม่ใช่อาศัยจากการสังเกต และเขายังเชื่อว่าจิตกับกายแยกจากกัน จิตเป็นตัวคิดเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนร่างกายเป็นเครื่องจักรที่มีตัวตนซึ่งทำงานตามที่จิตต้องการ ระหว่างศตวรรษที่ 17 จนถึงกลางศตวรรษที่ 19 มีกลุ่มสำคัญ 2 กลุ่มที่มีผลต่อจิตวิทยา คือ กลุ่มประจักษ์นิยมชาวอังกฤษ (British empiricism) กลุ่มนี้ไม่เห็นด้วยกับเดอซาร์ท พวกเขาเชื่อว่าความรู้ผ่านเข้ามาทางสื่อกลางและความรู้สึก เปรียบจิตว่าเป็นแทปบูล่า ราซ่า (tabulu rasa) หรือแผ่นหินว่างเปล่าอันเป็นที่จารึกประสบการณ์ ดังนั้นเราจึงรู้ว่าเรามีประสบการณ์อะไรบ้าง นอกจากนั้นจิตยังเป็นที่รวมของความคิดเห็น โดยมีแนวคิดว่าความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับความคิดเห็นเป็นหลักการขั้นพื้นฐาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนเรามีการเรียนรู้และมีการคิดอย่างไร นักจิตวิทยากลุ่มนี้จึงมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดจิตวิทยากลุ่มสัมพันธ์นิยม (associationistic psychology) ในระยะต่อมา อีกกลุ่มหนึ่งสนใจทางชีวภาพ เช่น ความแตกต่างระหว่างประสาทส่วนรับความรู้สึกกับประสาทส่วนการเคลื่อนไหว และลักษณะทางกายที่แสดงปฏิกิริยาสะท้อน (reflex) และได้พยายามอธิบายการกระทำของมนุษย์ด้วยหลักการทางฟิสิกส์ศึกษาปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่น่าใจมากมาย เช่น ศึกษาอัตราความเร็วของการกระตุ้นประสาทที่มีต่อกระบวนการมองเห็น ได้ยิน และการรับรู้ มีผู้ก่อตั้งวิธีการที่ภายหลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิทยาทดลอง คือ วิธีการของจิตฟิสิกส์ (psychophysics) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้วัดความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพของสิ่งเร้ากับประสบการณ์รู้สึกผู้ที่ถูกเร้ารายงานออกมา จิตวิทยา เป็นศาสตร์ที่มีคนสนใจมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณก่อนคริสต์กาล มีนักปรัชญาชื่อ พลาโต (Plato 427 – 347ก่อนคริสต์กาล) อริสโตเติล (Aristotle 384 – 322 ก่อนคริสต์กาล) ได้กล่าวถึงธรรมชาติและพฤติกรรมของมนุษย์ในเชิงรัชญามากกว่าแนวคิดทางวิทยาาสตร์ การศึกษาในยุคนั้นเป็นแบบ เก้าอี้โต๊ะกลม หรือเรียกว่า Arm Chair Method เรียกจิตวิทยาในยุคนั้นว่า จิตวิทยายุคเก่าเพราะนักจิตวิทยานั่งศึกษาอยู่กับโต๊ะทำงาน โดยใช้ความคิดเห็นของตนเองเพียงอย่างเดียวไม่มีการทดลอง ไม่มีการวิเคราะห์ใดๆ ทั้งสิ้น ต่อมาอริสโตเติลได้สนใจจิตวิทยาได้ทำการศึกษาและ ได้เขียนตำราเล่มแรกของโลกเป็นตำราที่ว่าด้วยเรื่อง วิญญาณชื่อ De Anima แปลว่า ชีวิต เขากล่าวว่า วิญญาณเป็นต้นเหตุให้คนต้องการเรียนจิตวิทยา คนในสมัยโบราณจึงศึกษาจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ โดยมีความเชื่อว่าวิญญาณจะสิงอยู่ในร่างกายของมนุษย์ขณะมีชีวิตอยู่ เมื่อคนสิ้นชีวิตก็หมายถึงร่างกายปราศจากวิญญาณและวิญญาณออกจากร่างล่องลอยไปชั่วระยะหนึ่ง แล้วอาจจะกลับสู่ร่างกายคืนอีกได้ และเมื่อนั้นคนๆ นั้นก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกชาวกรีกจึงมีการคิดค้นวิธีการป้องกันศพไม่ให้เน่าเปื่อยที่เรียกว่ามัมมี่เพื่อคอยการกลับมาของวิญญาณ ต่อมาประมาณศตวรรษที่ 11 - 12 ได้เกิดลัทธิความจริง (Realism) เป็นลัทธิที่เชื่อสภาพความเป็นจริงของสิ่งต่าง ๆ และลัทธิความคิดรวบยอด (Conceptualism) ที่กล่าวถึง ความคิดที่เกิดหลังจากได้วิเคราะห์พิจารณาสิ่งต่างๆ ถี่ถ้วนแล้ว จากลัทธิทั้งสองนี้เองทำให้ผู้คนมีความคิดมากขึ้นมีการคิด วิเคราะห์ ไตร่ตรอง จึงเป็นเหตุให้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจในทางวิทยาศาสตร์ และจึงเริ่มมาสนใจในเรื่องจิตวิทยาในเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยัง สนใจศึกษา เรื่องจิตมากขึ้นด้วย รวมทั้งให้ความสนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องจิตสำนึก (Conscious) อันได้แก่ การมีสมาธิ การมีสติสัมปชัญญะ และเชื่อว่าจะเป็นมนุษย์ได้ จะต้องประกอบไปด้วย ร่างกายกับจิตใจ จึงมีคำพูดติดปากว่า “A Sound mind is in a sound body” จิตที่ผ่องใสอยู่ในร่างกาย ที่สมบูรณ์ ความสนใจเรื่องจิตจึงมีมากขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ยังเชื่อว่า จิต แบ่งสามารถเป็นส่วนๆ ได้แก่ความคิด (Idea) จินตนาการ (Imagine) ความจำ (Memory) การรับรู้ (Concept) ส่วนที่สำคัญที่สุดเรียกว่า Faculty of will เป็นส่วนหนึ่งของจิตที่สามารถสั่งการเคลื่อนไหวต่างๆ ของร่างกายต่อมา Norman L. Mumm มีความสนใจเรื่องจิต เขากล่าวว่า จิตวิทยา คือ การศึกษาเรื่องจิต ในปี ค.ศ. 1590 คำว่า Psychology จึงเป็นที่รู้จักและ สนใจของ คนทั่วไป จอห์น ลอค (John Locke ค.ศ. 1632 - 1704) ได้ชื่อว่าเป็น บิดาจิตวิทยาแผนใหม่ เขาเชื่อว่า ความรู้สึกตัว ( Conscious ) และสิ่งแวดล้อมเป็นตัว ที่มีอิทธิพลต่อจิต ในศตวรรษที่ 19 เป็นยุคแห่งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ มีผู้คิดทฤษฎีต่าง ๆ ทางจิตวิทยาขึ้น มากมายและที่สำคัญคือ วิลเฮล์ม แมกซ์ วู้นท์ (Wilhelm Max Wundt ค.ศ. 1832 – 1920) ได้สร้างห้องทดลองทางจิตวิทยาและเริ่มมีการทดลองขึ้นที่เมือง Leipzig ประเทศเยอรมัน เขาได้ทดลองเกี่ยวกับ เรื่องความรู้สึก การจิตนาการ การคิดหาเหตุผลจนได้รับสมญาว่า บิดาแห่งจิตวิทยาทดลองนับเป็นการเริ่มต้นในการศึกษาจิตวิทยา ตามวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ เป็นต้นมา อาจกล่าวได้ว่า วิชาจิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่ง ที่ได้รับการยอมรับและวิธีการศึกษาก็ใช้แนวทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทฤษฎี การทดลอง การหาเหตุผลตลอดจนการวิเคราะห์พฤติกรรม วิธีการศึกษาทางจิตวิทยา การศึกษาทางจิตวิทยาใช้หลายๆ วิธีการมาผสมผสานและทำการวิเคราะห์บนสมมุติฐาน นักจิตวิทยาจะใช้วิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้เช่น การตรวจสอบตนเอง การสังเกต การศึกษาบุคคลเป็นรายกรณี การสัมภาษณ์ การทดสอบ ดังจะอธิบายเรียงตามลำดับต่อไปนี้ 1. การตรวจสอบตนเอง (Introspection) หมายถึง วิธีการให้บุคคลสำรวจ ตรวจสอบตนเองด้วยการย้อนทบทวน การกระทำและความรู้สึกนึกคิด ของตนเองในอดีต ที่ผ่านมา แล้วบอกความรู้สึกออกมา โดยการอธิบายถึงสาเหตุและผลของการกระทำในเรื่องต่าง ๆ เช่น ต้องการทราบว่า ทำไมเด็กนักเรียนคนหนึ่งจึงชอบพูดปดเสมอ ๆ ก็ให้เล่าเหตุหรือเหตุการณ์ในอดีต ที่เป็นสาเหตุให้มีพฤติกรรมเช่นนั้นก็จะทำให้ทราบที่มาของพฤติกรรมและได้แนวทางในการที่จะช่วยเหลือแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวได้ การตรวจสอบตนเองจะได้รับข้อมูลตรงตามความเป็นจริงและเป็นประโยชน์ เพราะผู้รายงานที่มีประสบการณ์และอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ แต่หากผู้รายงานจดจำเหตุการณ์ได้แม่นยำ และมีความจริงใจในการรายงานอย่างซื่อสัตย์ไม่ปิดบัง และบิดเบือนความจริง แต่หากผู้รายงานจำเหตุการณ์หรือเรื่องราวไม่ได้หรือไม่ต้องการรายงานข้อมูลที่แท้จริงให้ทราบก็จะทำให้การตี ความ หมายของเรื่องราวต่างๆ หรือเหตุการณ์ผิดพลาดไม่ตรงตามข้อเท็จจริง 2. การสังเกต (Observation) หมายถึง การเฝ้าดูพฤติกรรมในสถานการณ์ที่เป็นจริง อย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยไม่ให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัว การสังเกตแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ 2.1 การสังเกตอย่างมีแบบแผน ( Formal Observation ) หมายถึง การสังเกตที่มีการเตรียมการล่วงหน้า มีการวางแผน มีกำหนดเวลา สถานการณ์ สถานที่ พฤติกรรมและบุคคลที่จะสังเกต ไว้เรียบร้อยเมื่อถึงเวลาที่นักจิตวิทยาวางแผนก็จะเริ่มทำการสังเกตพฤติกรรม ตามที่กำหนด และผู้สังเกตพฤติกรรม จะจดพฤติกรรมทุกอย่างในช่วงเวลานั้นอย่างตรงไปตรงมา 2.2 การสังเกตอย่างไม่มีแบบแผน ( Informal Observation ) หมายถึง การสังเกตโดยไม่ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าหรือวางแผนล่วงหน้า แต่สังเกตตาม ความสะดวกของผู้สังเกตคือจะสังเกตช่วงเวลาใดก็ได้แล้วทำการจดบันทึกพฤติกรรมที่ตนเห็นอย่างตรงไปตรงมา การสังเกตช่วยให้ได้ข้อมูลละเอียด ชัดเจน และตรงไปตรงมา เช่น การสังเกต อารมณ์ ความรู้สึกของบุคคลต่อสถานการณ์ต่าง ๆ จะทำให้เห็นพฤติกรรม ได้ชัดเจนกว่าการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการอื่น ๆ แต่การสังเกตที่ดีมีคุณภาพ มีส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น ผู้สังเกตจะต้องมีใจเป็นกลางไม่อคติหรือลำเอียงอย่างหนึ่งอย่างใด และสังเกตได้ทั่วถึง ครอบคลุม สังเกตหลาย ๆ สถานการณ์หลาย ๆ หรือหลายๆ พฤติกรรม และใช้เวลาในการสังเกต ตลอดจนการจดบันทึกการสังเกตอย่างตรงไปตรงมา และแยกการบันทึกพฤติกรรมจากการตีความไม่ปะปนกัน ก็จะทำให้การสังเกตได้ข้อมูลตรงตาม ความเป็นจริงและนำมาใช้ประโยชน์ตามจุดมุ่งหมาย 3. การศึกษาบุคคลเป็นรายกรณี (Case Study) หมายถึง การศึกษารายละเอียดต่าง ๆที่สำคัญของบุคคล แต่ต้องใช้เวลาศึกษาติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์พิจารณา ตีความเพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรม หรือลักษณะพิเศษที่ผู้ศึกษาต้องการทราบทั้งนี้ เพื่อจะได้หาทาง ช่วยเหลือแก้ไขปรับปรุง ตลอดจนส่งเสริมพฤติกรรมให้เป็นไปในทาง สร้างสรรค์ที่สำคัญของบุคคล แต่ต้องใช้เวลาศึกษาติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์พิจารณา ตีความเพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรม หรือลักษณะพิเศษที่ผู้ศึกษาต้องการทราบ ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลพัฒนาตนเต็มศักยภาพแห่งตน การสัมภาษณ์ที่ดี จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ของผู้ที่ต้องการศึกษาตั้งแต่เรื่องประวัติ เรื่องราวของครอบครัว ประวัติพัฒนาการ ประวัติสุขภาพ ความสัมฤทธิ์ผลทางการเรียน ความสนใจ ความถนัด เป็นต้น และในการรวบรวมข้อมูลอาจใช้เทคนิควิธีต่าง ๆ เข้ามาช่วยด้วย เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การใช้แบบทดสอบ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการประมวลให้ได้ข้อมูลให้ละเอียดและตรงจุดให้มากที่สุด 4. การสัมภาษณ์ (Interview) หมายถึง การสนทนากันระหว่างบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งการสัมภาษณ์ก็มีหลายจุดมุ่งหมาย เช่น การสัมภาษณ์เพื่อความคุ้นเคยสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน สัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อ ตลอดจนสัมภาษณ์เพื่อการแนะแนว และการให้คำปรึกษา เป็นต้น แต่ทั้งการสัมภาษณ์ก็เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ เพื่อใช้ในการตัดสินใจ การสัมภาษณ์ที่ดี จำเป็นต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า วางแผน กำหนดสถานที่ เวลาและเตรียมหัวข้อหรือคำถามในการสัมภาษณ์ และนอกจากนั้น ในขณะสัมภาษณ์ผู้สัมภาษณ์ควรจะใช้เทคนิคอื่น ๆ ประกอบด้วยก็ยิ่งจะได้ผลดี เช่น การสังเกต การฟัง การใช้คำถาม การพูด การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างผู้ให้สัมภาษณ์และผู้สัมภาษณ์ ก็จะช่วยให้การสัมภาษณ์ได้ดำเนินไปด้วยดี 5. การทดสอบ (Testing) หมายถึง การใช้เครื่องมือที่มีเกณฑ์ในการวัดลักษณะของ พฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งหรือหลายๆ พฤติกรรมโดยให้ผู้รับ การทดสอบ เป็นผู้ตอบสนองต่อแบบทดสอบซึ่งอาจเป็นแบบทดสอบภาษาและแบบปฏิบัติการหรือลงมือทำ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลนั้น ตามจุดมุ่งหมายที่ผู้ทดสอบวางไว้แบบทดสอบที่นำมาใช้ในการทดสอบหาข้อมูลก็ได้แก่ แบบทดสอบบุคลิกภาพ แบบทดสอบความสนใจ เป็นต้นการทดสอบก็มีสิ่งที่ควรคำนึงถึงเพื่อผลของข้อมูลที่ได้รับ ซึ่งแบบทดสอบที่นำมาใช้ควรเป็นแบบทดสอบที่เชื่อถือได้เป็นมาตรฐาน ตลอดจนการแปรผลได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น 6. การทดสอบ (Experiment) หมายถึง วิธีการรวบรวมข้อมูลที่เป็นระบบ มีขั้นตอนและเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีลำดับขั้นตอนดังนี้ ตั้งปัญหา ตั้งสมมุติฐาน การรวบรวมข้อมูล การทดสอบสมมุติฐาน การแปลความหมายและรายงานผล ตลอดจนการนำผลที่ได้ไปใช้ในการแก้ปัญหา หรือส่งเสริมต่อไปการทดลองจึงเป็นการจัดสภาพการณ์ขึ้นมา เพื่อดูผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มหรือสถานการณ์ คือ 1. กลุ่มทดลอง (Experiment Group) คือ กลุ่มที่ได้รับการจัดสภาพการณ์ทดลองเพื่อศึกษาผลที่ปรากฏจากสภาพนั้น เช่น การสอนด้วยเทคนิคระดมพลังสมอง จะทำให้กลุ่มเกิดความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ 2. กลุ่มควบคุม (Control Group) คือ กลุ่มที่ไม่ได้รับการจัดสภาพการณ์ใด ๆ ทุกอย่างถูกควบคุมให้คงภาพเดิม ใช้เพื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มทดลอง สิ่งที่ผู้ทดลองต้องการศึกษาเรียกว่า ตัวแปร ซึ่งมีตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น (Independent Variable) และตัวแปรตาม ( Dependent Variable ) ขอบข่ายของจิตวิทยา ในอดีตวิชาจิตวิทยาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือวิชาจิตวิทยาทั่วไป (General Psychology) กับจิตวิทยาประยุกต์ (Applied Psychology) ในปัจจุบันจิตวิทยาสามารถแยกออกได้หลายแขนงดังนี้ จิตวิทยาสรีระ( Physiological Psychology ) จิตวิทยาแขนงนี้มุ่งศึกษาเพื่อ ให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ ทางสรีรวิทยาและกระบวนการทางจิตใจของมนุษย์ จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) จิตวิทยาแขนงนี้มุ่งศึกษาเพื่อศึกษาความรู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและ กลไกในการพัฒนาการ ในอินทรีย์ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องกันไปตั้งแต่เริ่มปฎิสนธิจนปิดฉากพัฒนาการชีวิตจิตวิทยาบุคลิกภาพ (Personality Psychology) จิตวิทยาแขนงนี้ มุ่งศึกษาเพื่อศึกษาและสังเกตพัฒนาการของมนุษย์ในด้านต่างๆ ทำให้เกิดพฤติกรรม ที่พึงประสงค์ การพัฒนาบุคลิกภาพทั้งภายในและภายนอกให้ความสำคัญต่อการพัฒนาตน พัฒนาจิต เข้าใจปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อบุคลิกภาพ ทฤษฎีบุคลิกภาพและการพัฒนาตนไปสู่บุคลิกภาพที่ดี จิตวิทยาคลีนิก (Clinical Psychology )จิตวิทยาแขนงนี้มุ่งศึกษาเพื่อศึกษาว่าบุคคลเมื่อประสบปัญหาแล้วเขาเหล่านั้น จะมีวิธีการจัดการกับปัญหาอย่างไร และการหาวิธีการที่จะช่วยให้บุคคลเหล่านั้นแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวิธีการต่างๆ ทางจิตวิทยา เช่นเทคนิคการให้คำปรึกษา ซึ่งช่อยแก้ปัญหาในด้านการศึกษา อาชีพ ส่วนตัวและสังคมเป็นต้น จิตวิทยาการศึกษาและจิตวิทยาในโรงเรียน (Educational Psychology) จิตวิทยาแขนงนี้มุ่งศึกษา เพื่อศึกษาใช้ประยุกต์ช่วยในเรื่องการเรียนการสอน ทำให้ผู้สอนเข้าใจพฤติกรรมเด็ก โดยมุ่งแก้ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดกับเด็ก เพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาของตนได้และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ในการเรียนในการเลือกที่จะเรียนและเลือกอาชีพต่อไป จิตวิทยาการศึกษามุ่งศึกษาเรื่องประสิทธิผลของการสอน การศึกษา การเรียนรู้ต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น จิตวิทยาอุตสาหกรรม (Industrial Psychology) จิตวิทยาแขนงนี้มุ่งศึกษาเพื่อศึกษาการทำงานในระบบทำงานซึ่งมีขั้นตอนระเบียบแบบแผน และที่สำคัญคือ ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้คนอย่างมีความสุข ช่วยให้บุคคลสามารถแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เกิดความคับข้องใจ มีอยู่ในระดับน้อย และสามารถพัฒนาตนไปสู่ความสำเร็จของงานได้ตามที่ตนเองต้องการหรือตามเป้าหมาย ซึ่งทำให้ผลผลิตของอุตสาหกรรมสูงขึ้น รวมถึงการมีจิตวิทยาต่อผู้บริโภคด้วยโดยเน้นการสำรวจเจตคติและความชอบของผู้บริโภคต่อสินค้านั้นๆ จิตวิทยาการวัดผลและการทดสอบ(Psychometric Psychology) จิตวิทยาแขนงนี้มุ่งศึกษาเพื่อศึกษาเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลความเชื่อถือ ดังนั้นจิตวิทยาการวัดผล จึงมุ่งในเรื่องทฤษฎีและการพัฒนาแบบทดสอบรวมทั้งวิธีการวัดผลต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างในเชิงจิตวิทยา จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) จิตวิทยาแขนงนี้มุ่งศึกษาเพื่อศึกษาวิธีการวัดและลักษณะส่วนใหญ่ของพฤติกรรมมนุษย์ โดยเน้นที่การศึกษาเกี่ยวกับ พฤติกรรมระหว่างบุคคลที่สัมพันธ์กัน จิตวิทยาวิศวกรรม (Engineering Psychology) จิตวิทยาแขนงนี้มุ่งศึกษาเพื่อศึกษาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้นักวิชาการเหล่านี้ พยายามที่ จะศึกษา ค้นคว้าทดลองสร้างเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อการใช้เพื่อแสวงหาความรู้ต่างๆ ของมนุษย์ต่อไป โดยทำให้เกิดความแน่ใจว่า เครื่องมือต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นสามารถสอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์ จิตวิทยาชุมชน (Community Psychology)จิตวิทยาแขนงนี้มุ่งศึกษาเพื่อศึกษาชุมชนและความต้องการของชุมชนในรูปของลักษณะและพฤติกรรมชุมชน เพื่อช่วยป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนโดยเฉพาะปัญหาเรื่องสุขภาพจิต ในปัจจุบันเรื่องขอบข่ายของวิชาจิตวิทยายังแตกแขนงไปอีกมากมายแต่โดยภาพรวมคงไม่แตกต่างจากที่กล่าวมาข้างต้นเพียงแต่ว่า หน่วยงานหรือ องค์กรใด นำไปใช้แต่หลักๆ ก็ยังคงอยู่ที่วิชาจิตวิทยาทั่วไป (General Psychology) กับจิตวิทยาประยุกต์ (Applied Psychology) นั่นเอง จิตวิทยาแตกแขนงออกไปเป็นหลายสาขา โดยจะเน้นศึกษาพฤติกรรมในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของแต่ละสาขา ซึ่งสามารจำแนกออกเป็นสาขาต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้ (เติมศักด์ คทวณิช, 2546, หน้า 15-16) 1. จิตวิทยาทั่วไป (general or pure psychology) เป็นจิตวิทยาที่มุ่งศึกษาถึงกฎเกณฑ์ ทฤษฎีพื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับพฤติกรรมโดยทั่วไปของมนุษย์ 2. จิตวิทยาทดลอง (experimental psychology) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตในแต่ละด้าน เช่น การเรียนรู้ การจำ การลืม โดยใช้การทดลองเป็นหลักสำคัญในการศึกษาและนำผลที่ได้จากการทดลองไปสร้างเป็นทฤษฎีและกฎเกณฑ์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาวิชาแขนงต่าง ๆ 3. จิตวิทยาเชิงสรีรวิทยา (physiological psychology) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับร่างกายของมนุษย์อันเป็นพื้นฐานของการเกิดพฤติกรรมโดยเน้นเกี่ยวกับโครงสร้างหน้าที่การทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมโดยเฉพาะ 4. จิตวิทยาพัฒนาการ (developmental psychology หรือ genetic psychology)เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ ตั้งแต่เริ่มต้นการปฏิสนธิ การเจริญเติบโตและการพัฒนาการของมนุษย์ในระยะต่าง ๆ ตลอดจนอิทธิพลของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ที่มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาสมาชิกใหม่ตั่งแต่แรกเกิดเพื่อให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป 5. จิตวิทยาสังคม (social psychology) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับบทบาทความสัมพันธ์และพฤติกรรมของบุคคลในสังคม งานของนักจิตวิทยาสังคมส่วนใหญ่จึงเป็นการศึกษา สำรวจมติมหาชน การเกิดและการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ตลอดจนค่านิยมของแต่ละเชื้อชาติและวัฒนธรรมเพื่อสรุปเป็นกฎเกณฑ์และทฤษฎีสำหรับอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ในแต่ละสังคม 6. จิตวิทยาการศึกษา (education psychology) เป็นจิตวิทยาที่นำเอากฎเกณฑ์และทฤษฎีทางจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้ในการศึกษา เพื่อพัฒนาวิธีการเรียนการสอน โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง ตรงตามปรัชญาการศึกษา 7. จิตวิทยาคลินิก (clinical psychology) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาถึงสาเหตุความผิดปกติทางด้านพฤติกรรมของบุคคล เพื่อหาทางบำบัดรักษาบุคคลที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ พฤติกรรม และมีอาการป่วยทางจิตใจ รวมทั้งหาวิธีป้องกันแก้ไข ตลอดจนส่งเสริมให้คนมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น 8. จิตวิทยาให้คำปรึกษา (counseling psychology) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาถึงเทคนิคและวิธีการต่าง ๆ เพื่อช่วยให้บุคคลที่กำลังประสบปัญหาได้เข้าใจและเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี 9. จิตวิทยาอุตสาหกรรม (industrial psychology) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำงานของบุคคลในโรงงานอุตสาหกรรมในแง่ของประสิทธิภาพในการทำงาน วิธีการสร้างขวัญและแรงจูงใจในการทำงาน การคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานตลอดจนวิธีการประเมินผล การทำงานของบุคคลในสถานประกอบการทั้งหลาย ทั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อค้นหากระบวนการ และวิธีการที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน 10. จิตวิทยาแปรียบเทียบ (comparative psychology) เป็นการศึกษาเรื่องความเหมือนและความแตกต่างเกี่ยวกับพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย วิทยากร เชียงกูล (2552) ได้แบ่งสาขาของจิตวิทยาและบอกขอบเขตของการศึกษาของแต่ละสาขาไว้อย่างละเอียดดังนี้ 1. จิตวิทยาอปกติ (abormal psychology) จิตวิทยาที่เน้นศึกษาเรื่องสาเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องความผิดปกติของพฤติกรรม เช่น ความคิด แรงจูงใจที่ไม่เป็นไปตามปกติอาจจะเกิดจากสภาพแวดล้อม กระบวนการคิด ปัจจัยทางพันธุกรรมหรือทางประสาท การศึกษาดังกล่าวเป็นเป้าหมายเพื่อควบคุม คาดการณ์และป้องกันพฤติกรรมแบบนี้ บางครั้งใช้คำว่าจิตวิทยาคลินิก (clinical psychology) หรือ พยาธิสภาพทางจิต (phycho pathology) 2. จิตวิทยาประยุกต์ (applied psychology) การนำความรู้จากวิชาจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ซึ่งรวมทั้งจิตวิทยาคลินิก จิตวิทยาแนะแนว จิตวิทยาการศึกษาจิตวิทยานิติเวช จิตวิทยาสุขภาพและจิตวิทยาอุตสาหกรรม (หรือจิตวิทยาการอาชีพ) 3. จิตชีววิทยา (bio-psychology) สาขาจิตวิทยาที่ศึกษาถึงผลกระทบของชีววิทยาต่อพฤติกรรมของปัจเจกบุคคล โดยเฉพาะเรื่องสมองทั้งทางกายภาพและระบบทำงานของประสาทศึกษาเรื่อง เช่น ผลกระทบของความบาดเจ็บของสมอง การทำงานของยาการนอนหลับและการฝัน การเข้าใจเรื่องความเครียด 4. จิตวิทยาเด็ก (child psychology) สาขาหนึ่งของจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม การปรับตัวเข้ากับสังคมของเด็กรวมทั้งสติปัญญา บุคลิกภาพและจริยธรรม 5. จิตวิทยาคลินิก (clinical psychology) สาขาหนึ่งของจิตวิทยา ศึกษาเกี่ยวกับการจำแนกแยกแยะ การวิเคราะห์ธรรมชาติ การรักษาและการป้องกันการใช้ความสามารถ และเรื่องความผิดปกติทางจิต 6. จิตวิทยาการชี้แนะ (coaching psychology) จิตวิทยาสาขาใหม่ที่เน้นการให้คำปรึกษาแนะนำ เพื่อเพิ่มภาวะอยู่ดีมีสุข (well being) และประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตและการทำงาน 7. จิตวิทยาการรู้คิด (cognitive psychology) จิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้ เก็บและการนำมาใช้ข้อมูลข่าวสารของคนเรา เช่น รูปแบบของกระบวนการรับรู้ ความจำ การตีความ การคิด การให้เหตุผล การแก้ปัญหา การติดสินใจ การใช้ภาษา การประมวลผลข้อมูลเพื่อที่จะค้นหา และเข้าใจว่ากระบวนการรู้คิดทำงานอย่างไรและมีผลต่อพฤติกรรมของคนเราอย่างไร 8. จิตวิทยาชุมชน (community psychology) ศึกษาลักษณะทางจิตใจและพฤติกรรมบุคคลในชุมชน สำรวจและทดลองใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อช่วยป้องกันและจัดการกับปัญหาด้านสุขภาพจิตของชุมชน 9. จิตวิทยาเปรียบเทียบ (comparative psychology) จิตวิทยาสาขาหนึ่งที่ศึกษาในเชิงเปรียบเทียบระหว่างจิตวิทยาของสัตว์ชนิดต่างๆ และมนุษย์เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างและความคล้ายคลึงกันของลักษณะทางสติปัญญา และพฤติกรรมระหว่างสัตว์อื่นกับมนุษย์ เนื่องจากในแง่ของวิวัฒนาการแล้ว มนุษย์ก็คือสัตว์ชนิดหนึ่งแม้ว่าจะมีลักษณะพิเศษมากก็ตาม การศึกษาจิตวิทยาของสัตว์นอกจากเพื่อเข้าใจว่าสัตว์มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไรแล้ว การศึกษาเชิงเปรียบเทียบการมีส่วนให้เราเข้าใจจิตวิทยาของมนุษย์มากขึ้น 10. จิตวิทยาให้คำปรึกษา (counseling psychology) การให้คำแนะนำช่วยเหลือนักเรียนหรือผู้ที่มีปัญหาทางจิตใจและความสัมพันธ์กับคนอื่นได้เข้าใจปัญหาของเขา อย่างชัดเจนและสามารถคิดหาหนทางแก้ปัญหาทางด้านจิตใจ และความสัมพันธ์กับคนอื่นเพื่อนำไปสู่ชีวิตที่มีความสำเร็จและความสุข 11. จิตวิทยาอาชญากร (criminal psychology) วิชาจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับความตั้งใจ ความคิด ความตั้งใจและปฏิกิริยาของอาชญากร สำนักจิตวิทยาวิพากษ์ (critical psychology) นักจิตวิทยาหัวก้าวหน้าในเยอรมันในทศวรรษ 1970 ที่วิจารณ์วิชาจิตวิทยากระแสหลักว่าศึกษาและหาทางพัฒนาเรื่องจิตใจมนุษย์แบบปัจเจกชนด้านเดียว หลีกเลี่ยงการมองว่าสภาพแวดล้อมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมืองมีอิทธิพลต่อความคิดจิตใจของปัจเจกชนในสังคมต่าง ๆ ในยุคต่าง ๆ พวกเขาเห็นว่าจะต้องศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมวัฒนธรรมที่มีผลกระทบต่อความคิดจิตใจของคนอย่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวม และมองไปถึงการเปลี่ยนแลงที่ระบบสังคมด้วย ไม่ใช่มุ่งเปลี่ยนแปลงที่ความคิดจิตใจของปัจเจกชนด้านเดียว จิตวิทยาสังคมแนววิพากษ์ (critical social psychology) จิตวิทยาสังคมแนวที่มองว่าความเป็นจริงและความเข้าใจเรื่องโลกเกิดขึ้นโดย การตีความหมายและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของมมนุษย์ที่ใช้ชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกันรวมหมู่ที่ต่างจาก Experimental Social Psychology ที่ใช้วิธีการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ มองว่าโลกมีความเป็นจริงที่อยู่แยกจากความคิดจิตใจ ประสบการณ์ของมนุษย์ จิตวิทยากลุ่มชน (crowd psychology) การศึกษาลักษณะพฤติกรรมและจิตใจของกลุ่มชน จิตวิทยาเชิงลึก (depth psychology) จิตวิทยาที่ว่าด้วยบทบาทของจิตไร้สำนึกที่มีต่อพฤติกรรมของมนุษย์ จิตวิทยาพัฒนาการ (developmental psychology) การศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางความคิดจิตใจ พฤติกรรมตามช่วงวัยต่าง ๆ ของมนุษย์พร้อมกับการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของพฤติกรรมเหล่านั้นในช่วงแรก ๆ วิชานี้เน้นศึกษาจิตวิทยาเด็ก แต่ช่วงหลังเริ่มสนใจพัฒนาของมนุษย์ในทุกช่วงวัย จิตวิทยาความแตกต่าง (differential psychology) วิชาจิตวิทยาสาขาหนึ่งศึกษาเกี่ยวกับความแตกต่างทางพฤติกรรมของปัจเจกชน กลุ่ม หรือเผ่าพันธุ์ จิตวิทยาพลวัต (dynamic psychology) จิตวิทยาที่ศึกษาการกระตุ้นจากภายในและแรงขับ และสาเหตุของพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์โดยเฉพาะเรื่องแรงขับ อารมณ์ความต้องการ ความมุ่งหมาย ความปรารถนาที่จูงใจ พฤติกรรม จิตวิทยาการศึกษา (education psychology) แขนงหนึ่งของวิชาจิตวิทยาประยุกต์ การนำเอาวิชาจิตวิทยาไปใช้ประโยชน์ทางด้านการศึกษาและการศึกษาปัญหาทางด้านการศึกษาในแง่ของจิตวิทยาเน้นเรื่องกระบวนการเรียนรู้ การสอนหรือการจัดการศึกษาอบรม ซึ่งรวมทั้งจิตวิทยาเกี่ยวกับเด็ก จิตวิทยาบุคลิกภาพ จิตวิทยาพัฒนาการจิตวิทยาของการรู้และการคิด จิตวิทยาความแตกต่างระหว่างบุคคล จิตวิทยาการวัดและประเมินผล จิตวิทยาสังคม จิตวิทยาวิศวกรรมศาสตร์ (engineering psychology) การศึกษาเรื่องการออกแบบอุปกรณ์ เครื่องมือ สภาพแวดล้อม วิธีการทำงานและการดำเนินชีวิตให้เข้ากับลักษณะนิสัย พฤติกรรม ความต้องการทั้งทางร่างกายและจิตใจของมนุษย์เพื่อช่วยให้มนุษย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความพึ่งพอใจเพิ่มขึ้น (ความหมายทำนองเดียวกับ Ergonomics) จิตวิทยาสภาพแวดล้อม (environmental psychology) จิตวิทยาสาขาหนึ่งที่เน้นผลของอิทธิพลภายนอกที่มีต่อพฤติกรรมมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม จิตวิทยาการดำรงอยู่ (existential psychology) จิตวิทยาแนวหนึ่งที่ถือว่าวิชาจิตวิทยา คือ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้สำนึกและสาระของจิต วิธีการพื้นฐานของจิตวิทยากลุ่มนี้คือการใช้การสังเกตและการวิเคราะห์พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น จิตวิทยาการทดลอง (experimental psychology) จิตวิทยาที่ศึกษากระบวนการทางด้านความคิดจิตใจโดยใช้วิธีการทดลอง การปฏิบัติและการตรวจสอบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาสมรรถพล (faculty psychology) จิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องปรากฏการณ์พลังทางสมอง และพลังจิตใจที่เกี่ยวโยงกับความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ความจำจิตนาการ ความตั้งใจและอื่น ๆ จิตวิทยาสตรี (feminist psychology) จิตวิทยาที่สนใจการให้คุณค่าและตรวจสอบประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิงที่มีลักษณะถูกกีดกัน ถูกเอาเปรียบ มีอคติจากระบบสังคมชนชั้นที่มีวิวัฒนาการมาแบบส่งเสริมให้ผู้ชายเป็นใหญ่กว่าผู้หญิง จิตวิทยาชาวบ้าน (folk psychology) การศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อขนบธรรมเนียม ประเพณีและจารีตประเพณีของชนในเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ จิตวิทยานิติเวช (forensic psychology) สาขาหนึ่งของจิตวิทยาประยุกต์ ใช้หลักการทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรมโดยเฉพาะทางด้านการช่วยหาข้อมูล การสอบสวนในคดีต่าง ๆ จิตวิทยาทั่วไป (general psychology) สาขาหนึ่งของจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ ทฤษฎี และหลักการทั่วไปทางจิตวิทยา จิตวิทยาทางพันธุกรรม (genetic psychology) จิตวิทยาที่ว่าด้วยการศึกษาปรากฏการณ์ทางจิต และพฤติกรรมโดยวิธีการศึกษาถึงการเกิด และพัฒนาการของปรากฏการณ์ทางจิต จิตวิทยาเกสตัลท์ (Gestalt psychology) แนวคิดทฤษฎีจิตวิทยาของกลุ่มนักจิตวิทยาชาวเยอรมันในต้นศตวรรษที่ 20 เสนอว่า เราต้องพิจารณาว่าปรากฏการณ์ทางจิตมาจากประสบการณ์ในรูปบขององค์รวมทั้งหมด (the whole) ไม่ใช่เป็นส่วนประกอบย่อย ๆ (part) อย่างแนวคิดของพวกพฤติกรรมศาสตร์นิยม (behaviorism) ที่มักมองว่าปัจจัยอย่างหนึ่งก่อให้เกิดผลกระทบอีกอย่างหนึ่ง การทดลองของจิตวิทยาแบบ Gestalt แสดงให้เห็นว่าสมองของคนเราไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับข้อมูลเงียบ ๆ แต่เป็นผู้วางโครงสร้างข้อมูลทั้งหมดเพื่อจะตีความหมายออกมา (Gestalt เป็นภาษาเยอรมัน หมายถึง รูปแบบบางอย่าง โครงสร้าง หรือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นภาพรวมทั้งหมด) จิตวิทยากลุ่มชน (group psychology) จิตวิทยาสังคมที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการก่อตัว และการผนึกกำลังของกลุ่มชน การแข่งขันและความขัดแย้งระหว่างสมาชิกในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม อิทธิพลของกลุ่มต่อปัจเจกชนและในทางกลับกัน การสื่อสารภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม และมิติต่าง ๆ ของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม จิตวิทยาสุขภาพ (health psychology) สาขาหนึ่งของจิตวิทยาที่ใช้หลักการของวิชาจิตวิทยา โดยเฉพาะเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล พยาธิสภาพทางจิต และจิตบำบัดไปส่งเสริมทัศนคติ พฤติกรรมการรู้จักป้องกันดูแลสุขภาพของบุคคล และสารธารณชน จิตวิทยามนุษยนิยม (humanistic psychology) สำนักจิตวิทยาที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ที่มีจิตสำนึกของมนุษย์ เช่น อารมณ์ ลักษณะเฉพาะ ศักยภาพของบุคคล ระบบคุณค่าของแต่ละบุคคล สนใจเรื่องเจตจำนงเสรีและความสำคัญของศักยภาพของมนุษย์ เน้นการมองธรรมชาติมนุษย์ ในแง่บวกและเชื่อว่าจิตใจมนุษย์พยายามปรับสู่ความสมดุลด้วยตัวเอง เน้นการวิจัยด้านคุณภาพแบบองค์รวม ค้านกับสำนักจิตวิทยาแบบดั้งเดิมที่เน้นเรื่องการวิจัยเชิงเชิงปริมาณอย่างเป็นภววิสัย เช่น Behaviorism และ Psychoanalysis จิตวิทยารายบุคคล (individual psychology) จิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่จูงใจคน คนแต่ละคนแตกต่างจากคนอื่นด้านบุคลิกนิสัย ความฉลาด การคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ อย่างไร จิตวิทยาอุตสาหกรรม จิตวิทยาองค์กร จิตวิทยาการอาชีพ (industrial psychology, organization psychology, occupational psychology) การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความถนัด ความเหมาะสมของคนในการเลือกงาน พฤติกรรมมนุษย์ในการทำงาน โดยเน้นเรื่องเกี่ยวกับการพนักงาน การคัดคน การฝึกคน การปรึกษาหารือ สภาพแวดล้อมการทำงาน ความสัมพันธ์แรงงาน ความพอใจในงาน แรงจูงใจ การออกแบบเครื่องมือเครื่องใช้ และการศึกษาเกี่ยวกับตลาดแรงงาน เพื่อใช้หลักการของวิชาจิตวิทยาให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาด้านอาชีพการงานและการทำงานในองค์กรจิตวิทยาทารก (infant psychology) จิตวิทายช่วงแรกของเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 5 ขวบจิตวิยาการพินิจภายในจิตใจ (introspective psychology) แนวทางจิตวิทยาที่ยึดการสังเกตภายในจิตใจตนเองเป็นหลัก จิตวิทยาการจัดการ (managerial psychology) การศึกษาอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับบทบาทของผู้จัดการในองค์กร ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ควบคุมงานกับผู้อยู่ใต้การควบคุม เป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิชาจิตวิทยาอุตสาหกรรม (industrial psychology) จิตวิทยามวลชน (mass psychology) สาขาหนึ่งของจิตวิทยา ศึกษาเรื่องความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรมและปฏิกิริยาของกลุ่มคนจำนวนมากที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมจิตวิทยาเวชศาสตร์ (medical psychology) สาขาจิตวิทยาที่ศึกษาปัญหาทางจิตของผู้ป่วยโดยใช้ความรู้ทางการแพทย์ เช่น ภาวะทางจิตใจของผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยต่อเนื่อง ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ป่วยซึมเศร้าที่เกิดจากการตายจากของผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยที่เบื่อหน่าย ไม่มีความหวังหรือไม่มีศรัทธาในการรักษาของแพทย์ จิตวิทยาการทหาร (military psychology) การนำความรู้ทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกบุคลากร การออกแบบเครื่องมือ การใช้การโฆษณาชวนเชื่อการประยุกต์ใช้เทคนิคทางจิตวิทยาคลินิกเพื่อรักษาขวัญกำลังใจ และสุขภาพจิตของบุคลากรทางการทหาร จิตวิทยาระบบประสาท (neuro psychology) การศึกษาเกี่ยวกับการทำงานของสมองและระบบประสาทว่าส่วนไหนทำหน้าที่อย่างไร เช่น ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อความรู้สึก การดมกลิ่น ความจำ และเชื่อมโยงกันอย่างไร Clinical Neuro-Psychology ศึกษาว่าหากสมองได้รับบาดเจ็บหรือเป็นโรคจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการรับรู้ความจำภาษาและพฤติกรรมของคน ๆ นั้นอย่างไร และจะช่วยเหลือบำบัดพวกเขาได้อย่างไร จิตวิทยาแสดงออกในเชิงพฤติกรรม (objective psychology) วิชาจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการแสดงออกและผลการทำงานจิตใจโดยทั่วไป จิตวิทยาการอาชีพ (occupational psychology) การศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ในที่ทำงาน เช่น องค์กรดำเนินไปอย่างไร ปัจเจกชนและกลุ่มเล็กมีพฤติกรรมอย่างไร และคนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงไรเพื่อที่จะหาทางเพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิผลขององค์กร และเพิ่มความพอใจในการทำงานของคน (industrialorganization psychology) จิตวิทยาอินทรีย์ (organismic psychology) แนวคิดการศึกษาทางจิตวิทยาที่เน้นองค์รวมของอินทรีย์ (สิ่งมีชีวิต) ปฏิเสธการแยกความแตกต่างระหว่างจิตกับกาย จิตวิทยาองค์กร (organization psychology) จิตวิทยาว่าด้วยการประยุกต์ทฤษฎีและวิธีการทางจิตวิทยาในการแก้ปัญหาภายในองค์กร ศึกษาพฤติกรรมของคนในองค์กร ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเครื่องจักร การทดสอบและการคัดสรรบุคลากรการจ่ายค่าตอบแทน ประสิทธิผลขององค์กร การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การบริหารความเปลี่ยนแปลง เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานและเพิ่มพลูผลิตภาพขององค์กร (industrial psychology, occupational psychology) จิตวิทยาบุคคล (personalistic psychology) การศึกษาที่ถือเอาโลกของบุคคล (ความคิดเห็น ทัศนะ ฯลฯ) เป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาถึงประสบการณ์และพฤติกรรมของเขา 48. จิตสรีรวิทยา (physiological psychology) สาขาจิตวิทยาที่นำหลักการของสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น สรีรวิทยา เภสัชศาสตร์ ชีววิทยา กายวิภาค ประสาทวิทยามาบูรณาการ ศึกษาเรื่องระบบประสาทและฮอร์โมนที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมของมนุษย์ เช่น เรื่องผลกระทบจากการที่สมองบางส่วนถูกทำลาย ยาทำงานอย่างไร การนอนหลับและการฝัน การเข้าใจเรื่องความเครียด การแก้ปัญหาทางจิตวิทยาโดยใช้สื่อวิทยุกระจายเสียง (pop psychology) การอธิบายและให้คำแนะนำเพื่อแก้ปัญหาทางจิตวิทยาของคนผ่านทางรายการวิทยุ สิ่งตีพิมพ์หรือเว็บไซต์ที่เป็นคำแนะนำแบบง่าย ๆ เป็นการทั่วไปไม่ใช่วิชาการที่ลึกซึ้งและอาจจะไม่ได้เหมาะสมในทุกกรณี จิตวิทยาแนวบวก (positive psychology) จิตวิทยาที่เปลี่ยนทิศทางของวิชาจิตวิทยาก่อนหน้า ที่เน้นการตามแก้ปัญหาความป่วยไข้ทางจิต หันมาเน้นการศึกษาถึงปัจจัยและกระบวนการที่นำไปสู่แนวคิด และอารมณ์ในทางบวก มองโลกในแง่ดี มีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่พฤติกรรมที่ดีและการดำเนินชีวิตได้อย่างสร้างสรรค์มีประสิทธิภาพสูงสุดของเอกชนและกลุ่ม รู้ว่าจะรับมือกับความทุกข์และสร้างความสุขได้อย่างไร สำนักจิตวิทยาทางบวกเห็นว่าทั้งความคิดและอารมณ์ต่างมีอิทธิพลต่อกัน และเน้นความสามารถของมนุษย์ในการเป็นฝ่ายเลือกด้วยตัวเขาเอง ถ้าเขาเรียนรู้ที่จะคิดในทางบวกได้ จิตวิทยาความสัมพันธ์ (relation psychology) สำนักจิตวิทยาของกลุ่มนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผู้หญิงในเมืองบอสตัน สหรัฐฯ ที่เน้นเรื่องมิติของความสัมพันธ์ของมนุษย์ในครอบครัว และสังคมแบบองค์รวม (โดยเฉพาะบทบาทของผู้หญิง)มากกว่าการเน้นเรื่องปัจเจกชนแบบแยกส่วนตามแนวจิตวิทยากระแสหลัก ที่ครอบงำด้วยกรอบความคิดแบบผู้ชายเป็นใหญ่ และระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาดที่เป็นการแข่งขันเอาชนะแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา จิตวิทยาแห่งตน (self-psychology) ทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เน้นในด้านการพัฒนาการเป็นของตนเอง การเห็นคุณค่าแห่งตน (self-esteem) และความสามารถที่จะควบคุมความรู้สึกมีคุณค่าของตนเอง สามารถจำแนกแยกแยะตนเองจากผู้อื่น จิตวิทยาสังคม (social psychology) สาขาของจิตวิทยาซึ่งศึกษาเรื่องบุคลิกภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และพฤติกรรมของกลุ่มคนในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ในสังคม จิตวิทยาการกีฬา (sport psychology) จิตวิทยาที่เน้นให้ความสำคัญกับเรื่องแรงจูงใจ แนวคิดเกี่ยวกับตนเอง และพลวัตของกลุ่มไปประยุกต์ใช้และส่งเสริมให้นักกีฬาทำผลงานให้ดีที่สุด และสุขภาพกายและจิตที่ดี เพราะเรื่องความเข้มแข็งทางจิตใจมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าความเข้มแข็งและทักษะทางร่างกาย ขอบข่ายของจิตวิทยา โดย Wortman และ APA Wortman, Loftus, and Marshall (1992, pp. 17-23) ได้กล่าวถึงจิตวิทยาในปัจุบัน ว่าประกอบด้วยสาขาต่าง ๆ ได้แก่ 1. จิตวิทยาการทดลอง (experimental psychology) 2. จิตวิทยาระบบประสาท (neuro psychology) 3. จิตวิทยาบุคลิกภาพ (personality psychology) 4. จิตวิทยาสังคม (social psychology) 5. จิตวิทยาพัฒนาการ (developmental psychology 6. จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร (industrial and organizational psychology) 7. จิตวิทยาการศึกษาและโรงเรียน (education and school psychology) 8. จิตวิทยาคลีนิคและการให้คำปรึกษา (clinical and counseling psychology) 9. จิตวิทยาสุขภาพ (health psychology)

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สรุปบทเรียนจิตวิทยาทั่วไป

ชื่อ......................................นามสกุล...........................................เลขที่..................สาขา....................................

1.  ความหมายของคำว่า จิตวิทยา ที่ถูกต้องมากที่สุด
    ………………………………………………………………………………………….…...…………….……….. 2. พฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นพฤติกรรมแบบใด
      …………………………………………………………………………….…………………………...…………. 3. บิดาแห่งทษฏีจิตวิเคราะห์(Psychoanalysis) คือบุคคลใด
      …………………………………………………………………...…………………………………...……………..    
 4. แนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม(Behaviorism)เป็นอย่างไร    
      ………………………………………………….……………..…………………………………………………….5. ซิกมันต์ ฟรอยด์ เชื่อว่า สัญชาตญาณ (Instinct)ความต้องการทางเพศ(Libido)ความก้าวร้าว(Aggression)อยู่ในจิตส่วนใด ………………………………………………...……………………………………………….…………..                  6. บุคคลที่สูบบุหรี่ กินจุกจิก ตามแนวคิดทฤษฎีฟรอยด์เชื่อว่ามีการพัฒนาการที่ชะงักงัน(Fixation)อยู่ในขั้นใด       ………………………………………………………………………………………………………………………7. การพัฒนาการด้านเพศในระยะวัยรุ่น(Adolescence)ตามแนวความคิดของทฤาฎีฟรอยด์มีการพัฒนาอย่างไร       ……………………………………….……………………………………....................……………………………8. จิตวิทยาสาขาใดที่นำเอาหลักการทางจิตวิทยาไปประยุกตืใช้เพื่อพัผมนากระบวนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมที่สุด..........................……………………………….……........……….………........................................................…9. ตามแนวคิดและทฤษฎีบุคลิกภาพของฟรอยด์นั้น บุคคลที่เอาแต่ใจตนเอง และทำอะไรโดยไม่คำนึงถึง ผู้อื่นแสดงว่าบุคคลนั้นมีโครงสร้างของบุคลิกภาพส่วนใดมาก…..……………………..………………..…..………….………….10. กลุ่มพฤติกรรมนิยม(Behaviorism) เชื่อว่า พฤติกรรมภายนอก(Overt)เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งใดกับสิ่งใด.................11. แนวความคิดของกลุ่มทฤษฎีมนุษยนิยม(Humanism)เป็นอย่างไร
 ..................................................……………...………………………………………………….………………………
12. บุคคลที่มีลักษณะผอมบางขาดการออกกำลัง อ่ออนแอ ไม่ชอบเข้าสังคมจัดอยู่ในประเภทใด................................……… 13. ระดับสติปัญญา(I.Q.)ของบุคคลปกติ(Norm)อยู่ในระดับใด.................................……………………………………14. ปัจจัยใดที่มีอิทธิพลต่อสติปัญญา(I.Q.)ของมนุษย์มากที่สุด ...................………………….......…………………………..………………………………………...…………………
 15. โรคชนิดใดไม่สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธ์ได้       ………………………………………………….......…………..……...……………………….….…………………….16.      พฤติกรรมที่เกิดจากแรงจูงใจภายนอก(Extrinsic motivation)มีอะไรบ้าง
..........................................................……………….……………………………………..……………………….………
 17.แรงจูงใจที่ปรารถนาให้บุคคลเป็นที่ยอมรับของสังคม อยากเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของบุคคลอื่นอย่างไร....................
18. นักจิตวิทยาที่สร้างทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ(Hierarchy of Theory) คือบุคคลใด
     คุณสมบัติ…………..…………………………..…………….…………………………………………………
19. ความต้องการเป็นที่ชื่นชม เป็นที่ยอมรับจากกลุ่ม สังคม กลุ่มเพื่อนที่ทำงานเป็นลำดับขั้นความต้องการขั้นใด
     ………………………………………………………………………………………..……….….…………..…
20. วัยรุ่นที่ชอบขับขี่มอเตอร์ไซด์แข่งด้วยความเร็วและเสียงดังซึ่งก่อความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนมีแรงจูงใจชนิด..............……………………………………………...……………..…………………………..………………21. มนุษย์ปกติมีจำนวนโครโมโซม(chromosome)จำนวนกี่คู่...................................................................................
22. วัยแห่งการสร้างบุคลิกภาพ(Formative Years) อยู่พัฒนาการช่วงระยะใด............................................................
23. วัยแห่งความสมบูรณ์สูงสุดของการพัฒนาการในทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา คือวัยใด………………………………………………………………………………………………………………………24. บุคคลที่มีสมรรถนะด้านสังคม ตามแนวคิดของโกลแมน(Goleman)เป็นอย่างไร………………………………25. พฤติกรรมใดเกิดจากการเรียนรู้…………………………………………………………………………………26. อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีของสกินเนอร์(Skinner)………

ประวัติความเป็นมาของจิตวิทยา

จิตวิทยามีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ในสมัยกรีกโบราณนั้นเพลโตและอริสโตเติลได้ชี้

ให้เห็นความสำคัญของจิตไว้ว่า “จิตของบุคคลเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนแตกต่างไปจาก

สัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ”

        จิตวิทยาได้ประกาศแยกตัวออกจากวิชาปรัชญา

มาเป็นวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ.1879 โดยวิลเฮล์ม วุ้นท์

(wilhelm wundt) ได้จัดตั้งห้องทดลองทางจิตวิทยาขึ้นเป็นแห่งแรกที่เมืองไลป์ซิก

(Leipzig) ประเทศเยอรมัน เพื่อศึกษาค้นคว้าเรื่องจิตสำนึกด้วยการสังเกตและทดลอง

โดยตรง

ปัจจุบันได้มีผู้ให้คำจำกัดความหมายของจิตวิทยาไว้ดังนี้

จอห์น บี วัตสัน (John B.Watson) เป็นนักจิตวิทยาคนแรกที่ให้คำนิยามเกี่ยวกับจิตวิทยาไว้ว่า  จิตวิทยาเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม
วิลเลียม เจมส์ (William James;1890) กล่าวว่า  จิตวิทยาเป็นวิชาที่ว่าด้วยกิริยาอาการของมนุษย์
มอร์แกน (Morgan;1971)  กล่าวว่า จิตวิทยาเป็นวิชาที่ว่าด้วยพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์

สรุปความหมายของจิตวิทยาได้ว่าจิตวิทยาเป็นวิชาที่มุ่งศึกษา พฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ โดยใช้ระเบียบวิธีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์

ความหมายของจิตวิทยา“Psychology”

         คำว่า “จิตวิทยา”มาจากรากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Psychology มีรากศัพท์มาจาก
ภาษากรีก   2   คำ  คือ

1. Psyche  แปลว่า    mind     (จิต)       หรือ      soul   (วิญญาณ)
2. Logos  แปลว่า  knowledge  ( ความรู้)  หรือ  study (การศึกษา)

ความหมายของจิตวิทยาโดยทั่ว ๆ ไปนั้นมีหลายแง่หลายมุมที่เกี่ยวกับตนเอง เช่น ความจำ ความรัก

 การจูงใจ การรับรู้การคล้อยตาม  ความคิดสร้างสรรค์ การวางเงื่อนไข และอารมณ์  เป็นต้น

ความหมายของจิตวิทยาที่เป็นพื้นฐานที่สุดคือ “ จิตวิทยา  หมายถึง การศึกษาพฤติกรรม
และกระบวนการของจิตในแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ว่าด้วยพฤติกรรมของสิ่ง
มีชีวิต โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบาย ทำความเข้าใจ ทำนาย และควบคุมพฤติกรรมนั้นๆ ”